การตั้งคำถามกับชีวิต
posted on 05 Mar 2007 20:16 by tinywaffle in opinionเอามาจากเมลที่มีเพื่อนส่งต่อมาให้อ่าน อ่านแล้วโดนใจอ่ะ เลยขอเอามาแปะ เผื่อบางคนยังไม่เคยอ่าน และเข้ามาอ่านบล็อกเรา

เคยได้ยินชื่อ ดร.วรภัทร ภู่เจริญไหมครับ??
เขาเคยเป็นวิศวกรขององค์การอวกาศนาซาประเทศสหรัฐอเมริกา
เมื่อเกือบ 20ปีก่อน เคยได้รับรางวัลงานวิจัยที่ดีที่สุดระดับโลกเกี่ยวกับเครื่องยนต์ไอพ่น ตัดสินใจกลับเมืองไทย เพราะ
1.อยากดูแลพ่อแม่
2.ไม่อยากเป็นพลเมืองชั้นสองในบ้านพักคนชรา
3.อยากเที่ยว และ
4.ชอบกินอาหารอร่อย
เคยเป็นอาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก่อนจะออกมาตั้งบริษัทที่ปรึกษาของตัวเอง ผมประทับใจบทสัมภาษณ์ของ ดร.วรภัทร ใน "เสาร์สวัสดี" ของ "กรุงเทพธุรกิจ "เมื่อประมาณ 1-2 เดือนก่อนมาก คนอะไรก็ไม่รู้ ชีวิตมันส์เป็นบ้าความคิดก็กวนเหลือหลายตอนที่เขาเป็นอาจารย์ วิธีการสอนหนังสือของเขาแปลกกว่าคนอื่น "ผมออกนอกกรอบตลอดเวลา" เขาบอก
เขาเคยพาเด็กวิศวะไปที่ริมสระว่ายน้ำ เรียนไปและดูนิสิตสาวๆว่ายน้ำไปด้วยคาดว่าคงไปเรียนเรื่อง "คลื่น" ระหว่างท่าฟรีสไตล์ กับท่าผีเสื้อคลื่นที่เกิดขึ้นของท่าไหนถี่กว่ากันระหว่างชุดทูพีซกับวันพีซ แรงเสียดทานกับน้ำ ชุดไหนมากกว่ากัน แนวการศึกษาน่าจะออกไปทำนองนี้แต่ที่ชอบที่สุดคือตอนที่เขาออกข้อสอบ ข้อสอบของเขาสั้นและกระชับมาก "จงออกข้อสอบเอง พร้อมเฉลย"โหย...เด็กวิดวะอึ้งกันทั้งห้องคำตอบส่วนใหญ่เป็นการตั้งโจทย์แบบง่ายๆเช่น ปั้นจั่นมีกี่ชนิดผลปรากฎว่าได้ศูนย์กันทั้งห้อง
เพราะเป็นคำตอบที่ไม่ได้แสดงความคิดที่ลึกซึ้งสมกับที่เรียนมาทั้งเทอม
เหตุผลที่ดร.วรภัทรออกข้อสอบด้วยการให้นิสิตออกข้อสอบเองเป็นเหตุผลที่ตรงกับใจผมมาก "ชีวิตคนเราจะรอให้อาจารย์ตั้งโจทย์อย่างเดียวไม่ได้ ต้องหาโจทย์มาเองคิดแล้วทำถ้าผิดแล้วอาจารย์จะปรับให้" เขามองว่าเด็กรุ่นใหม่ติดนิสัย เด็กกวดวิชารอคนคาบทุกอย่างมาป้อนให้ไม่รู้จักคิดเอง "ถ้ารอและตั้งรับคุณก็เป็นพวกอีแร้งแต่พวกคุณแย่กว่าเพราะเป็นแค่ลูกอีแร้ง คือรออาหารที่คนอื่นป้อนให้" โหย...เจ็บ
ผมเชื่อมานานแล้วว่าชีวิตของคนเราเป็นข้อสอบอัตนัยที่ต้องตั้งโจทย์เองและตอบเอง ไม่ใช่ข้อสอบปรนัยที่มีคนตั้งโจทย์ และมีคำตอบเป็นทาง เลือก ก-ข-ค-งถ้าใครที่คุ้นกับ "ชีวิตปรนัย" ที่มีคนตั้งโจทย์ให้และเสนอทางเลือก1-2-3-4คนคนนั้นชีวิตจะไม่ก้าวหน้าเพราะต้องพึ่งพาคนอื่นตลอดเวลาติดกับ "กรอบ"ที่คนอื่นสร้างให้ไม่เหมือนกับคนที่รู้จักคิดและตั้งคำถามเอง
เรื่องการตั้งคำถามกับชีวิตเป็นเรื่องสำคัญมาก อย่าลืมว่าเพราะมี"คำถาม" จึงมี "คำตอบ" เมื่อ มี "คำตอบ" เราจึงเลือกเดินพูดถึงเรื่องการตั้งคำถามผมนึกถึง"โสเครติส"เขาเป็นนักปรัชญาเอกของโลกที่สอนลูกศิษย์ด้วยการสนทนาตั้งคำถามให้ลูกศิษย์ตอบสร้างองค์ความรู้จาก"คำถาม" กลยุทธ์ ของ "โสเครติส" ในการสอนคือไม่ให้ความเห็นใดๆ แก่นักเรียนและทำลายความมั่นใจ ของ นักเรียนที่เชื่อว่าตนเองรู้
"โส เครติส" เชื่อว่าเมื่อเด็กตระหนักใน "ความไม่รู้" ของตนเองเขาจะเริ่มต้นแสวงหา "ความรู้ "
แต่ถ้าเด็กยังเชื่อมั่นว่าตนเองมี "ความรู้" เขาก็จะไม่แสวงหา "ความรู้" การตั้งคำถามของโสเครติสจึงมีเป้าหมายโจมตีและทำลายความเชื่อมั่นในภูมิความรู้ของนักเรียน เป็นกลยุทธ์เท "น้ำ" ให้หมดจากแก้ว เมื่อแก้วไม่มีน้ำแล้วจึงเริ่มให้เขา เท "น้ำ" ใหม่ใส่แก้วด้วยมือของเขาเอง "น้ำ" ที่ลูกศิษย์แต่ละคนเทลงแก้วด้วยมือตัวเองมาจาก "คำตอบ" ที่เขาค้นคิดขึ้นมาเอง "คำตอบ" จาก "คำถาม" ของ "โสเครติส"
"โส เครติส" นิยามศัพท์คำว่า "คนฉลาด" และ "คนโง่" ได้อย่างน่าสนใจ
"คนฉลาด" ในมุมมอง ของ "โสเครติส" นั้นไม่ใช่คนที่รู้ทุกเรื่อง
แต่ "คนฉลาด" คือคนที่รู้ว่าตัวเองไม่รู้
ส่วน "คนโง่" นั้น คือคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้
แต่ทำตัวราวกับเป็นผู้รู้

อ่านแล้วก็นึกถึงตัวเองเลย เวลาไปคุยทีซิสกับอาจารย์ รู้สึกว่าตัวเองทำต่อไปไม่ได้ไม่รู้จะไปทางไหน อาจารย์ก็จะแนะทางให้ แต่พอเราตั้งคำถามไปถาม อาจารย์ก็จะย้อนกลับมาถามเราเสมอว่าเราจะตอบว่าอะไรล่ะ บางทีก็บอกว่า แล้วแต่คุณ ก็มันงานทีซิสของคุณ ระบบของคุณ คุณอยากให้มันเป็นแบบไหนล่ะ เราก็อึ้งๆ ตอนนั้นรู้สึกว่า อาจารย์ใจร้าย ทำไมไม่ตอบเรา เราถามเพราะเราไม่รู้ แต่การที่เราไม่รู้และต้องการคำตอบ แต่ไม่มีคนมาป้อนคำตอบให้ ทำให้เราต้องดิ้นรน ไปนั่งขวนขวายหาคำตอบเอง ต้องกลับไปอ่านทฤษฎี ไปอ่านหนังสือเพิ่ม ไปอ่านเปเปอร์อื่นๆ จนกว่าจะได้คำตอบ ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามันนาน มันช้ากว่าเราจะได้คำตอบแต่ละคำถาม กว่าจะได้เป็นรูปเป็นร่าง พอที่เราจะคิดงานของเราและทำต่อไปได้ เราไม่อยากเสียเวลาหาคำตอบเอง เลยคิดจะใช้ทางลัดโดยการถามอาจารย์ เป็นเพราะเรารู้สึกเสมอว่างานของเรามันช้าเมื่อเทียบกับงานของเพื่อนบางคน เราอยากให้มันเสร็จไวๆ กว่าเราจะได้หัวข้อที่ทำปัจจุบัน เราก็ต้องผ่านการเปลี่ยนหัวข้อมาหลายรอบ เราเหนื่อย เรารู้สึกว่า ทำไมไม่ได้หัวข้อที่อาจารย์บอกว่าโอเคสักที เราต้องไปหา ไปคิด พอเอามาเสนอ แล้วตอบคำถามไม่ได้ ก็โดนให้ไปหาใหม่ ไม่ก็ต้องไปหาคำตอบมาให้ได้ เป็นอย่างนี้อยู่หลายเดือน รู้มั๊ย เราได้หัวข้อที่ทำปัจจุบันเนี่ยก่อนหน้าสอบproposal 2 อาทิตย์เอง เกือบจะสอบกับเค้าไม่ผ่าน แต่ก็ผ่านมาได้ มีคนไม่ผ่านด้วย สงสารเพื่อนมากๆเลยตอนนั้น แต่เราก็ช่วยอะไรเค้าไม่ได้ เพราะแค่ตัวเองก็รอดมาแบบหืดขึ้นคอเหมือนกัน ก็ยังดีที่สอบทีเดียวผ่าน เป็นเรื่องที่ดีใจมาก รู้สึกชีวิตนี้ยังไม่เลวร้ายกับเราเกินไป และเวลานี้เราก็คงต้องสู้ต่อ ศัตรูตัวฉกาจของเราก็คือตัวเราเอง เรารู้ เราไม่เก่ง พื้นฐานเราแย่ เวลาเราต้องใช้ความคิด เราก็คิดไม่ค่อยออก เพราะเราไม่รู้ว่าจริงๆแล้วมันทำงานยังไงกันแน่ เมื่อพื้นฐานไม่ดี ไม่แน่ใจว่ามันเป็นยังไง ก็เลยทำให้ช้าไปอีก ก็อย่างที่เค้าว่าแหละ ทำเรื่องที่ตัวเองถนัดจะดี พอมีพื้นดี จะทำอะไรก็คิดออก มันทำต่อยอดได้ไม่ยาก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผล ยกเอามาให้คิดท้อแท้ ทำไมต้องทำแต่เรื่องที่ตัวเองถนัดล่ะ เรื่องที่เราไม่รู้ เราทำก็จะได้รู้ไง เพราะที่เรามาเรียน เราก็มาเพื่อให้รู้ในเรื่องที่เราไม่เคยรู้ คิดๆแล้วก็เหมือนว่าบ้านะ มาเรียนวิศวะทั้งๆที่ตัวเองก็ไม่เก่ง ไม่ได้เด็กวิศวะซะหน่อย ตอนตรีก็เอ็นท์ไม่ติดด้วย แต่ก็ยังอยากจะรู้ ยังอยากจะเรียนทั้งๆที่อาจารย์ก็ห้ามแล้วว่ามันหนักนะ ไม่เหมาะกับเธอหรอก เธอน่าจะเรียนไอที แต่เราก็ดื้อ เพราะเราไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเรียนไม่ได้ รู้ว่ายาก แล้วจะทำไมล่ะ ตอนนั้นเราก็คิดนะ ยากแล้วไง ก็จะเรียน เหมือนเด็กเอาแต่ใจว่ะ ก็เอาแต่ใจจริงๆแหละ ตอนนี้กำลังจะครบ2ปีแล้ว ตามหลักสูตรมันก็2ปีจบอ่ะนะ ก็เริ่มมีคนถามละ จบยัง จบยัง ก็ได้แต่บอกว่า เหลือแต่ทีซิสละ วิชาที่เรียนตัวสุดท้ายก็รอเกรดอยู่ เกรดยังไม่ออก คงจบ3.0นิดๆอ่ะ ดันมีซี กับซี+ มา เกรดเลยฉุดกระชากลงมาน่าใจหาย ยังไงก็จบวะ ถึงแม้จะได้แค่นี้ก็เหอะ ไม่อยากคิดมากละ มัวแต่ไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเพื่อให้ได้อะไร ก็จะพยายามจบมาให้ได้แบบคนมีความรู้ คนมีความคิดที่โตขึ้นมาหน่อย อาจารย์สอนอะไรหนูเยอะแยะเลยนะ หนูดีใจนะที่ได้เรียนที่นี่น่ะ ทำไงดีฟะ วิชาที่เรียนตอนปี1 กำลังเลือนๆไปจากหัว จำไม่ค่อยได้ ไอ้วิชาที่เรียนเทอมที่แล้วก็เช่นกัน พี่ป.เอกปลอบใจว่า มันก็งี้แหละ ของที่ไม่ได้ใช้ มันก็ลืมกันได้ แต่เราไม่อยากลืมอ่ะ แบบว่ามันเป็นพื้นทีซิสเราอ่ะดิ จ๊ากกกกกก ต้องมานั่งอ่านอยู่นี่ไง ไปดีกว่า

ชอบมากก
#1 By » Ñ Õ B U T Ã F Õ Ñ « on 2007-03-05 20:27