opinion

มันก็แค่หน้าว่างๆ 1 หน้า สำหรับคนอื่น

ได้อ่านแอร์เกียร์เล่ม15แล้วนะ เห็นหน้าที่นัตแปะคำพูดของอาดาจิ เอมิริแล้ว เขียนชื่อซะเต็มยศ ทั้งๆที่ตอนแรกจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร ไปหาๆเปิดดู อ้อ...ชื่อนี้

ในขณะที่อ่าน บางช่วงเวลาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่าง นึกถึงความรู้สึกของตัวเองข้างใน ฉันเคยบอกใช่มั้ย ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหนเราก็จะเดินเคียงข้างกันตลอดไป ฉันแค่รู้สึกถึงที่ๆฉันกำลังยืนอยู่ ฉันรู้สึกว่า ที่ๆเรายืน มันช่างห่างไกลกันเหลือเกิน ฉันรู้สึกถึงตัวเองที่กำลังยืนอยู่บนพื้นดิน กำลังยืนมองพวกนายที่กำลังบินอยู่บนท้องฟ้า พวกนายกำลังบินไปตามทางที่พวกนายต้องการ แล้วฉันล่ะ ฉันกำลังทำอะไรอยู่ นอกจากไม่สามารถบินไปบนท้องฟ้าได้อย่างพวกนาย ฉันกลับกำลังยืนนิ่งอยู่กับที่ตรงนี้ ยืนไม่ไปไหน ทำไมไม่ออกวิ่งไปข้างหน้าสักที อย่างน้อยฉันก็จะได้เห็นพวกนายบนท้องฟ้านั้นตลอดไป ถ้าฉันยังยืนนิ่งอยู่ตรงนี้ อีกไม่นานฉันก็จะไม่เห็นพวกนายอีกเพราะพวกนายบินไปไกลเกินกว่าที่สายตาฉันจะมองเห็นได้อีกต่อไปแล้ว ฉันร้องไห้ ฉันเสียใจ แต่ฉันทำอะไรได้มากกว่านี้ และนั่นก็เป็นสิ่งที่ฉันรู้ตัวฉันดีว่าฉันสามารถทำอะไรได้ แต่ฉันไม่รู้ ไม่แน่ใจว่าฉันทำอะไรได้บ้าง มากน้อยแค่ไหน นั่นเป็นสิ่งที่ฉันกลัวและกำลังกลัวอยู่แต่ฉันก็อยากจะพยายามทำ ทำอะไรสักอย่างด้วยกำลังของตัวฉันเอง กำลังที่ไม่รู้จะมีพอทำอะไรได้บ้างหรือเปล่า ฉันไม่อยากให้ตัวเองยืนอยู่ที่นี่คนเดียวและคอยมองพวกนายจากไปเท่านั้น ฉันไม่เสียใจที่ฉันได้แต่มองพวกนายจากตรงนี้ แต่ฉันเสียใจที่ในขณะที่พวกนายกำลังพยายามบินต่อ กำลังสู้ด้วยกำลังขาของตัวเอง แต่ฉันกลับไม่ทำอะไรเลย ไม่พยายามเพื่อตัวเองเลย ไม่แม้แต่ที่จะเดินไปข้างหน้า ฉันเอาแต่พยายามมองพวกนายที่กำลังบินเท่านั้น สักวันมันก็จะสุดความสามารถของฉันที่จะชะเง้อมองได้อีกต่อไป ทำไม ทำไม ทำไมฉันไม่ออกวิ่งบ้าง วิ่งตามพวกนาย ไม่ก็วิ่งไปตามทางที่ฉันต้องวิ่ง ตอนนี้ฉันก็ไม่รู้ว่าฉันอยากจะวิ่งไปทางไหน รู้แต่ว่ามันมีทางที่ฉันต้องวิ่งออกไปจากตรงนี้ วิ่งเพื่อให้หลุดพ้นจากอุโมงค์มืดๆเหมือนหลุมดักอะไรสักอย่างแถวนี้ ออกไปเจอแสงสว่าง ออกไปเจอโลกข้างนอกอีกครั้ง ออกไปบินได้อิสระอย่างที่อยากทำ ตอนนี้เหมือนมีอะไรติดหลังฉันอยู่ มันหนักเหลือเกิน อยากสลัดมันออกแต่มันก็ไม่ออก ฉันอยากกางปีกออกจัง อยากฟังเสียงสายลม อยากฟังเสียงอากาศ อยากหลับตาและยืนนิ่งๆฟังเสียงรอบข้าง เวลาที่ยืนอยู่ข้างนอกในวันที่มีแดดและท้องฟ้าสีสวยๆ มันช่างดีเหลือเกิน เมื่อไหร่จะได้รู้สึกแบบนั้นอีกนะ อยากเหลือเกิน ฟังเพลง your side ไปด้วย รู้มั้ย มันให้อารมณ์เหมือนเพลงไทยเก่าๆเลย นึกถึงเพลงที่เคยฟังตอนประถม ก็แค่ความรู้สึกตัวเองน่ะ เพลงชาติไหนมันก็ทำนองคล้ายๆกันหมดเลยเนอะ ดนตรีมีโน๊ตไม่กี่ตัวเองนี่นา จะเอาอะไรกันนักหนา แต่ก็น่าแปลกโน๊ตไม่กี่ตัวนี่แหละที่ทำให้เกิดความสุข เกิดความรู้สึกที่ไหลเวียนอยู่ข้างใน ถึงได้ตั้งชื่อว่า Melody of life ไงล่ะ

บางคนอาจจะคิดว่ามันก็แค่เรื่องเดิมๆ แค่ทำแบบนั้น แบบนี้ มันก็จบแล้ว อืม... ถ้ามันทำได้ง่ายๆอย่างที่ใครๆคิดก็ดีสิ เค้าไม่เข้าใจหรอกการที่เราต้องต่อสู้กับอะไรบางอย่าง กับความรู้สึกของตัวเองข้างในเนี่ย มันไม่ง่ายเท่าไหร่ กับสิ่งที่มองไม่เห็นแต่สัมผัส รู้สึกถึงมัน รู้สึกเจ็บปวด รู้สึกร้องไห้ได้ แต่เข้มแข็งไม่ได้ ไม่มีกำลังพอจะสู้กับมัน ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดก็คือความรู้สึกของตัวเอง จะหนีมันไปไหนก็หนีไม่พ้น ยิ่งกว่าเงาตามตัว มันติดตามไปทุกที่ ไม่ว่าเวลาที่ตื่นหรือหลับอยู่ แต่ต้องอยู่กับมันให้ได้ ต้องยืนอยู่ตรงนี้และรับมันเข้ามา ต้องเข้มแข็ง ต้องหนักแน่นพอ ถ้าเข้าใจและรับมันได้ ไม่รู้สึกร้อนใจไปกับมัน มันก็จะเป็นเพียงแค่อากาศที่วิ่งเข้ามากระทบแล้วก็หายไป ไม่ได้ทำให้รู้สึกเจ็บปวด แต่ถ้าไม่เข้าใจมัน ก็จะเหมือนเวลาโดนลมหรือพายุกระหน่ำเข้าใส่นั่นแหละ เจ็บแทบปางตาย แต่ก็ไม่ตายไปสักที เขียนแบบนี้ คนมาอ่านจะคิดมากมั้ยเนี่ย อย่าคิดมากเลยน่า ไม่ได้จะทำให้เป็นห่วง มันไม่มีอะไร ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ถึงได้บอกไง มันก็แค่หน้าว่างๆ1หน้าสำหรับคนอื่น สำหรับฉัน มันก็แค่ 1 หน้าเหมือนกัน แต่มีความรู้สึกฉันอยู่ข้างในนี้ ก็แค่รู้สึกแบบนี้ แต่ก็ยังยิ้มได้อยู่ ถ้าวันไหนยิ้มไม่ออกแล้วค่อยห่วงละกัน จริงๆมันก็เรื่องธรรมดาของชีวิตนะ ใครจะหัวเราะ ร้องไห้ ได้ทุกวัน มันก็ต้องมีบ้างช่วงเวลาที่มีรอยยิ้มและน้ำตา ก็เป็นคนที่มีหัวใจ มีความรู้สึกนี่ จะไม่มีน้ำตาได้อย่างไรกัน เป็นไปไม่ได้ ยังเหลืออีก 2 เล่มที่ยังไม่ได้อ่าน วันพีช กับ หุ่นเชิดสังหาร ไอ้เรื่องหลังนี่ รู้สึกว่ามันจะนานจนจะจำเนื้อเรื่องไม่ค่อยได้ละ แต่เปิดคร่าวๆก็พอนึกๆเหตุการณ์ได้อยู่ โอเค ไว้ค่อยอ่าน ไปทำอย่างอื่นก่อน เขียนตอน11นาฬิกากว่าๆ แป๊บๆเที่ยงจะครึ่ง เขียนนานชะมัด ไปล่ะ